ชื่อธุรกิจมีผลต่อทั้งภาพลักษณ์ การจดจำแบรนด์ และวิธีที่ลูกค้าค้นหาธุรกิจของคุณ แต่ชื่อที่ใช้ขายสินค้าหรือให้บริการอาจไม่เหมือนกับชื่อบุคคลหรือชื่อนิติบุคคลที่จดทะเบียนไว้
ตัวอย่างเช่น บริษัทอาจจดทะเบียนในชื่อ “บริษัท เอ บี ซี รีเทล จำกัด” แต่ใช้ชื่อทางการค้าหรือชื่อแบรนด์ที่ลูกค้ารู้จักว่า “Sunday Home” ในการขายสินค้า
หมายเหตุ: ในงานจดทะเบียนพาณิชย์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าใช้คำว่า “ชื่อที่ใช้ในการประกอบพาณิชยกิจ” สำหรับชื่อร้านหรือชื่อที่ใช้ดำเนินธุรกิจ และกำหนดให้ระบุชื่อนี้ไว้ในรายการจดทะเบียน หากไม่ได้ตั้งชื่อร้าน สามารถใช้ชื่อของผู้ประกอบพาณิชยกิจแทนได้
ชื่อทางการค้าคืออะไร
ชื่อทางการค้า คือชื่อที่ธุรกิจใช้ระบุตัวตนในการประกอบกิจการ ซึ่งอาจเป็นชื่อเดียวกับชื่อที่จดทะเบียนไว้ หรือเป็นชื่ออื่นที่ใช้สื่อสารกับลูกค้าในเชิงการค้าก็ได้
ดังนั้น ชื่อทางการค้าอาจอยู่ในรูปแบบต่างๆ เช่น
- ชื่อร้านค้า
- ชื่อกิจการ
- ชื่อร้านออนไลน์
- ชื่อที่ใช้ขายสินค้าหรือบริการ
- ชื่อแบรนด์ที่ลูกค้ารู้จัก
- ชื่อที่แตกต่างจากชื่อนิติบุคคล
อย่างไรก็ตาม ชื่อทางการค้าไม่ใช่สิ่งเดียวกับเครื่องหมายการค้า และการจดทะเบียนธุรกิจหรือชื่อกิจการไม่ได้ทำให้ชื่อนั้นได้รับความคุ้มครองในฐานะเครื่องหมายการค้าโดยอัตโนมัติ
ทำไมถึงต้องใช้ชื่อทางการค้า
การเลือกใช้ชื่อทางการค้า อาจเกิดจากเหตุผลหลายอย่าง โดยเฉพาะเมื่อชื่อที่ใช้ทางกฎหมายไม่เหมาะกับการสร้างแบรนด์หรือสื่อสารกับลูกค้า
- สร้างชื่อที่จดจำง่ายขึ้น ชื่อเจ้าของหรือชื่อนิติบุคคลอาจยาวหรือไม่บอกว่าธุรกิจทำอะไร การใช้ชื่อทางการค้าที่สั้นและจำง่ายช่วยให้ลูกค้าจดจำและค้นหาแบรนด์ได้ง่ายขึ้น
- สร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ ชื่อกิจการสามารถออกแบบให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย บุคลิกของแบรนด์ และประเภทสินค้าได้
- แยกแบรนด์หรือกลุ่มสินค้า บริษัทหนึ่งอาจมีหลายแบรนด์หรือหลายสายผลิตภัณฑ์ โดยแต่ละแบรนด์ใช้ชื่อที่แตกต่างจากชื่อบริษัท
- เหมาะกับการขายออนไลน์ ชื่อที่สั้นและค้นหาง่ายสามารถนำไปใช้กับเว็บไซต์ ร้านค้าออนไลน์ และโซเชียลมีเดียได้สะดวกกว่า
- รองรับการขยายธุรกิจ หากในอนาคตต้องการเพิ่มสินค้า บริการ หรือช่องทางใหม่ ชื่อที่ไม่จำกัดธุรกิจไว้กับสินค้าเพียงชนิดเดียวอาจช่วยให้ขยายได้ง่ายขึ้น
วิธีเลือกชื่อทางการค้า
เลือกชื่อที่จดจำง่าย
ชื่อทางการค้าที่สั้น อ่านง่าย และออกเสียงได้ง่ายมักช่วยให้ลูกค้าจำแบรนด์ได้ดีขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจออนไลน์ที่ลูกค้าอาจต้องพิมพ์ชื่อเพื่อค้นหาบน Google หรือโซเชียลมีเดีย ลองเลือกชื่อที่ฟังแล้วเข้าใจได้ทันที หรือสื่อถึงสินค้า บริการ หรือบุคลิกของแบรนด์โดยไม่ซับซ้อนเกินไป
หลีกเลี่ยงชื่อที่สะกดยาก
หากลูกค้าไม่แน่ใจว่าชื่อร้านหรือชื่อแบรนด์สะกดอย่างไร ก็อาจค้นหาเว็บไซต์หรือบัญชีโซเชียลของธุรกิจไม่เจอ ดังนั้นก่อนตัดสินใจใช้ชื่อทางการค้า ลองพูดชื่อให้คนอื่นฟังแล้วถามว่าสามารถสะกดได้ถูกต้องหรือไม่
เลือกชื่อที่รองรับการเติบโต
หากมีแผนขยายสินค้าในอนาคต ควรหลีกเลี่ยงชื่อที่จำกัดธุรกิจไว้กับสินค้าหรือพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งมากเกินไป ตัวอย่างเช่น ชื่อ “Chiang Mai Candle Shop” อาจเหมาะในช่วงแรก แต่หากภายหลังต้องการขายของแต่งบ้านหลายประเภททั่วประเทศ ชื่อทางการค้าที่กว้างขึ้นอาจรองรับธุรกิจได้ดีกว่า
ตรวจสอบชื่อก่อนใช้
กรมทรัพย์สินทางปัญญามีระบบค้นหาเครื่องหมายการค้าที่สามารถใช้ตรวจสอบเบื้องต้นได้ก่อนเลือกใช้ชื่อทางการค้า ดังนั้นก่อนลงทุนทำโลโก้ บรรจุภัณฑ์ หรือเว็บไซต์ ควรตรวจสอบอย่างน้อยว่า
- มีธุรกิจหรือแบรนด์อื่นใช้ชื่อเดียวกันหรือใกล้เคียงหรือไม่
- ชื่อโดเมนที่ต้องการยังว่างหรือไม่
- ชื่อบัญชีบนโซเชียลมีเดียยังใช้งานได้หรือไม่
- มีเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกันอยู่แล้วหรือไม่
ความต่างระหว่างชื่อทางการค้าและชื่อนิติบุคคล
ชื่อทางการค้ากับชื่อนิติบุคคลอาจเป็นชื่อเดียวกันหรือคนละชื่อก็ได้ โดยชื่อนิติบุคคล คือชื่อที่ใช้จดทะเบียนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนอย่างเป็นทางการ เช่น บริษัท เมเปิล รีเทล จำกัด แต่ธุรกิจเดียวกันอาจใช้ ชื่อทางการค้า ว่า Maple Living ในการเปิดร้าน ทำเว็บไซต์ หรือทำการตลาดกับลูกค้า
|
ชื่อนิติบุคคล |
ชื่อทางการค้า |
|---|---|
|
ใช้ระบุตัวนิติบุคคลตามกฎหมาย |
ใช้ระบุร้าน กิจการ หรือแบรนด์ในการค้า |
|
ใช้ในเอกสารทางกฎหมายและเอกสารบริษัท |
ใช้กับหน้าร้าน เว็บไซต์ และสื่อการตลาดได้ |
|
จดทะเบียนเมื่อจัดตั้งนิติบุคคล |
อาจแตกต่างจากชื่อนิติบุคคล |
|
ไม่ได้หมายความว่าได้รับสิทธิในเครื่องหมายการค้าโดยอัตโนมัติ |
ไม่ได้หมายความว่าได้รับสิทธิในเครื่องหมายการค้าโดยอัตโนมัติ |
ชื่อทางการค้า vs เครื่องหมายการค้า ต่างกันอย่างไร
นี่เป็นความแตกต่างที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่ง เพราะผู้ประกอบการมักเข้าใจว่าการจดทะเบียนชื่อธุรกิจหรือชื่อทางการค้าเท่ากับได้รับสิทธิในเครื่องหมายการค้าแล้ว ซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญาระบุว่า ความเข้าใจดังกล่าวไม่ถูกต้อง โดยชื่อทางการค้าจะใช้ระบุองค์กรหรือธุรกิจ ส่วนเครื่องหมายการค้าจะใช้แยกสินค้าหรือบริการของธุรกิจหนึ่งออกจากอีกธุรกิจหนึ่ง
ตัวอย่างเช่น
- ชื่อนิติบุคคล: บริษัท กรีน ลีฟ ฟู้ด จำกัด
- ชื่อทางการค้า/แบรนด์: Green Leaf
ธุรกิจอาจนำคำว่า Green Leaf ไปใช้เป็นเครื่องหมายบนผลิตภัณฑ์ด้วย แต่การใช้ชื่อหรือจดทะเบียนธุรกิจไม่ได้ทำให้ได้รับความคุ้มครองเครื่องหมายการค้าโดยอัตโนมัติ
หากชื่อ โลโก้ หรือเครื่องหมายมีความสำคัญต่อแบรนด์ ควรพิจารณาการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแยกต่างหาก โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลและขั้นตอนจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้
วิธีเลือกชื่อทางการค้า
การเลือกชื่อทางการค้าควรใช้หลักเดียวกับการเลือกชื่อธุรกิจหรือชื่อแบรนด์ เพราะชื่อที่เลือกอาจถูกใช้กับเว็บไซต์ โฆษณา ป้ายร้าน บรรจุภัณฑ์ และการสื่อสารกับลูกค้าเป็นเวลานาน
ตรวจสอบข้อกำหนดเกี่ยวกับชื่อ
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ระบุแนวทางเกี่ยวกับชื่อที่ไม่ควรใช้ไว้ เช่น ชื่อที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์โดยไม่เหมาะสม ชื่อที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรม รวมถึงคำที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นบริษัทจำกัด ธนาคาร สถาบันการเงิน หรือธุรกิจที่อยู่ภายใต้การกำกับเฉพาะ หากกิจการไม่ได้มีสถานะดังกล่าว
เลือกชื่อที่จดจำและค้นหาได้ง่าย
ชื่อที่สั้น อ่านง่าย และออกเสียงง่ายช่วยให้ลูกค้าจำธุรกิจได้ดีขึ้น ลองเลือกชื่อที่ฟังเพียงครั้งเดียวแล้วสะกดหรือค้นหาได้ไม่ยาก โดยเฉพาะหากธุรกิจต้องอาศัย Google, Instagram, TikTok หรือช่องทางออนไลน์เป็นหลัก
หลีกเลี่ยงคำที่สะกดยาก
ชื่อที่ดูสร้างสรรค์มากเกินไปก็กลายเป็นปัญหาได้ เพราะลูกค้าอาจจำไม่ได้ว่าต้องสะกดอย่างไร ดังนั้นก่อนตัดสินใจ ลองพูดชื่อให้คนอื่นฟังโดยไม่เขียนให้ดู แล้วดูว่าสามารถค้นหาหรือสะกดได้ถูกต้องหรือไม่
เลือกชื่อที่รองรับการเติบโต
อย่าจำกัดธุรกิจมากเกินไป หากมีแผนขยายสินค้าในอนาคต เช่น “Bangkok Candle Shop” เหมาะกับร้านเทียน แต่หากในอนาคตต้องการขายน้ำหอม ของแต่งบ้าน และผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์อื่น ชื่อที่กว้างกว่าอาจรองรับการขยายธุรกิจได้ดีกว่า
เช็กชื่อโดเมนและโซเชียลมีเดีย
ก่อนใช้ชื่อจริง ควรตรวจสอบว่าชื่อโดเมนที่ต้องการยังว่างหรือไม่ รวมถึงชื่อบัญชีบน Facebook, Instagram, TikTok, LINE และแพลตฟอร์มหลักที่ธุรกิจจะใช้งาน เพราะการใช้ชื่อที่สอดคล้องกันในหลายช่องทางช่วยให้ลูกค้าหาธุรกิจของคุณได้ง่ายขึ้น
ตรวจสอบเครื่องหมายการค้าก่อนใช้
ควรค้นหาด้วยว่ามีเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับชื่อที่กำลังพิจารณาอยู่หรือไม่ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญามีระบบค้นหาที่รองรับทั้งการค้นหาทั่วไป การตรวจสอบความเหมือนคล้าย และการค้นหาจากรูปภาพ
ใครบ้างที่ควรใช้หรือแจ้งชื่อทางการค้า
การมีชื่อทางการค้าเหมาะกับหลายรูปแบบธุรกิจ แต่หน้าที่ในการจดทะเบียนหรือแจ้งข้อมูลจะขึ้นอยู่กับสถานะและประเภทกิจการ
ผู้ประกอบการบุคคลธรรมดา
ผู้ประกอบการบุคคลธรรมดาเป็นกลุ่มที่เห็นประโยชน์ของชื่อทางการค้าได้ชัดที่สุด เพราะสามารถใช้ชื่อร้านแทนชื่อจริงในการทำตลาด ตัวอย่างเช่น
- ชื่อผู้ประกอบการ: ณิชา สุขใจ
- ชื่อที่ใช้ในการประกอบพาณิชยกิจ: Nicha Home
ห้างหุ้นส่วน
ห้างหุ้นส่วนสามารถมีชื่อที่ใช้ในการประกอบกิจการได้เช่นกัน โดยควรแยกให้ชัดระหว่างชื่อของผู้ประกอบการหรือชื่อทางกฎหมายกับชื่อที่ใช้สื่อสารกับลูกค้า
บริษัท
บริษัทมีชื่อนิติบุคคลอยู่แล้ว แต่ยังสามารถใช้ชื่อร้านหรือชื่อแบรนด์อื่นในเชิงการตลาดได้ โครงสร้างนี้ช่วยให้บริษัทหนึ่งดูแลหลายแบรนด์ได้ โดยไม่จำเป็นต้องจัดตั้งบริษัทใหม่สำหรับทุกแบรนด์ แต่ควรตรวจสอบเรื่องทะเบียน เครื่องหมายการค้า ภาษี และเอกสารที่เกี่ยวข้องในแต่ละกรณี เช่น
- บริษัท: บริษัท ซันเดย์ รีเทล จำกัด
- ร้านออนไลน์: Sunday Living
- อีกแบรนด์ในบริษัทเดียวกัน: Sunday Kids
เมื่อไรควรจดหรือแจ้งชื่อทางการค้า
ข้อนี้ควรพิจารณาจากหน้าที่จดทะเบียนพาณิชย์และข้อมูลที่กิจการต้องแจ้ง ซึ่งหากกิจการเข้าข่ายต้องจดทะเบียนพาณิชย์ ชื่อที่ใช้ในการประกอบพาณิชยกิจเป็นรายการข้อมูลที่ต้องระบุในทะเบียน นอกจากนี้ ควรตรวจสอบหรือแก้ไขข้อมูลเมื่อมีการเริ่มใช้ชื่อร้านใหม่ เปลี่ยนชื่อที่ใช้ในการประกอบกิจการ เปลี่ยนลักษณะกิจการ เปลี่ยนที่ตั้ง หรือเปลี่ยนรายละเอียดสำคัญที่เคยแจ้งไว้ในทะเบียน
วิธีจดทะเบียนหรือแจ้งชื่อทางการค้า
หากกิจการเข้าข่ายจดทะเบียนพาณิชย์ ชื่อทางการค้าหรือชื่อที่ใช้ในการประกอบพาณิชยกิจจะเป็นข้อมูลส่วนหนึ่งของการจดทะเบียนพาณิชย์ ขั้นตอนพื้นฐานสามารถสรุปได้ดังนี้
1. เลือกและตรวจสอบชื่อ
เริ่มจากเลือกชื่อที่ต้องการใช้ แล้วตรวจสอบว่าไม่ขัดต่อข้อกำหนดเกี่ยวกับชื่อ จากนั้นควรเช็กเพิ่มเติมทั้งชื่อธุรกิจที่มีอยู่ เครื่องหมายการค้า ชื่อโดเมน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในภายหลัง
2. ตรวจสอบว่าธุรกิจต้องจดทะเบียนพาณิชย์หรือไม่
หน้าที่จดทะเบียนขึ้นอยู่กับประเภทและรูปแบบกิจการ หากเข้าข่าย ผู้ประกอบการต้องแจ้งข้อมูลตามที่กำหนด ซึ่งรวมถึงชื่อผู้ประกอบพาณิชยกิจและชื่อที่ใช้ในการประกอบพาณิชยกิจ
3. เตรียมข้อมูลสำหรับการจดทะเบียน
ฐานข้อมูลทะเบียนพาณิชย์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแยกระหว่างชื่อผู้ประกอบธุรกิจกับชื่อที่ใช้ในการประกอบพาณิชยกิจ ออกจากกันอย่างชัดเจน ซึ่งข้อมูลหลักที่เกี่ยวข้องโดยทั่วไปประกอบด้วย
- ชื่อผู้ประกอบพาณิชยกิจ
- ชื่อที่ใช้ในการประกอบพาณิชยกิจ
- ประเภทหรือชนิดแห่งพาณิชยกิจ
- ที่ตั้งสำนักงาน
- วันที่เริ่มประกอบกิจการ
- รายละเอียดอื่นตามแบบที่กำหนด
4. ยื่นจดทะเบียนกับหน่วยงานที่รับผิดชอบ
ตรวจสอบสำนักงานทะเบียนพาณิชย์ที่รับผิดชอบพื้นที่ของกิจการ รวมถึงช่องทางและเอกสารที่ต้องใช้ก่อนยื่น โดยข้อกำหนดอาจแตกต่างกันตามประเภทผู้ประกอบการและพื้นที่ จึงควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าหรือหน่วยงานทะเบียนในพื้นที่
5. เก็บหลักฐานและอัปเดตข้อมูลเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง
หลังจดทะเบียน ควรเก็บเอกสารไว้กับข้อมูลธุรกิจ และหากมีการเปลี่ยนชื่อหรือรายละเอียดสำคัญภายหลัง ควรตรวจสอบว่าต้องยื่นแก้ไขทะเบียนหรือไม่
หลังจดทะเบียนแล้ว ใช้ชื่อทางการค้าอย่างไร
หลังเลือกและจดแจ้งชื่อที่เกี่ยวข้องแล้ว ควรใช้ชื่ออย่างสม่ำเสมอเพื่อสร้างการจดจำ หากชื่อทางการค้าแตกต่างจากชื่อนิติบุคคล ควรระบุข้อมูลผู้ประกอบการหรือบริษัทให้ชัดเจนในจุดที่จำเป็น เช่น สัญญา ใบกำกับภาษี หรือเอกสารทางกฎหมาย เพื่อไม่ให้ลูกค้าและคู่ค้าเข้าใจผิดว่าแบรนด์เป็นนิติบุคคลแยกอีกแห่งหนึ่ง เนื่องจากการมีชื่อทางการค้าเพียงอย่างเดียวก็ไม่ได้ป้องกันไม่ให้บุคคลอื่นใช้ชื่อหรือเครื่องหมายที่คล้ายกัน หากชื่อมีมูลค่าสำคัญต่อแบรนด์ ควรตรวจสอบเรื่องเครื่องหมายการค้าควบคู่กันไป
ปั้นแบรนด์จากชื่อทางการค้าที่ใช่
ชื่อทางการค้าที่ดีไม่ได้มีหน้าที่เพียงทำให้ธุรกิจดูน่าสนใจ แต่ยังช่วยให้ลูกค้าจดจำ ค้นหา และแยกธุรกิจของคุณออกจากคู่แข่งได้ง่ายขึ้น ดังนั้นก่อนตัดสินใจใช้ชื่อ ควรตรวจสอบทั้งข้อกำหนดการจดทะเบียน ชื่อที่มีอยู่ เครื่องหมายการค้า ชื่อโดเมน และโซเชียลมีเดียให้ครบ แล้วจึงสร้างภาพลักษณ์ เว็บไซต์ และประสบการณ์ของลูกค้าให้สอดคล้องกับชื่อที่เลือกไว้ เพื่อให้ชื่อทางการค้ากลายเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ที่แข็งแรงในระยะยาว
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับชื่อทางการค้า
ชื่อทางการค้าหมายถึงอะไร
ชื่อทางการค้า คือชื่อที่ธุรกิจใช้ระบุตัวตนในการประกอบกิจการ ซึ่งอาจแตกต่างจากชื่อจริงของผู้ประกอบการหรือชื่อนิติบุคคล
ชื่อทางการค้าเป็นนิติบุคคลหรือไม่
ไม่ ชื่อทางการค้าเป็นชื่อที่ใช้กับธุรกิจ ไม่ใช่รูปแบบหรือโครงสร้างธุรกิจ การใช้ชื่อร้านไม่ได้ทำให้ผู้ประกอบการบุคคลธรรมดากลายเป็นบริษัท และไม่ได้สร้างนิติบุคคลใหม่ขึ้นมา
ชื่อทางการค้ากับชื่อนิติบุคคลเหมือนกันหรือไม่
ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ชื่อนิติบุคคลคือชื่ออย่างเป็นทางการของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน ส่วนชื่อทางการค้าเป็นชื่อที่ใช้ในการประกอบกิจการหรือทำตลาดกับลูกค้า โดยบริษัทหนึ่งจึงสามารถมีชื่อนิติบุคคลหนึ่งชื่อ แต่ใช้ชื่อแบรนด์หรือชื่อร้านอีกชื่อหนึ่งได้
ชื่อทางการค้ากับเครื่องหมายการค้าเหมือนกันหรือไม่
ไม่เหมือนกัน ชื่อทางการค้าใช้ระบุธุรกิจหรือองค์กร ส่วนเครื่องหมายการค้าใช้แยกแยะสินค้าหรือบริการ การจดทะเบียนชื่อธุรกิจหรือชื่อทางการค้าไม่ได้ทำให้ได้รับความคุ้มครองในฐานะเครื่องหมายการค้าโดยอัตโนมัติ
ชื่อทางการค้ากับชื่อแบรนด์เหมือนกันไหม
อาจเป็นชื่อเดียวกันได้ แต่ไม่จำเป็น โดยชื่อทางการค้าใช้ระบุธุรกิจหรือกิจการ ขณะที่ชื่อแบรนด์มุ่งสร้างตัวตนของสินค้าหรือบริการในสายตาลูกค้า บริษัทหนึ่งจึงสามารถมีชื่อทางการค้าหรือชื่อนิติบุคคลหนึ่งชื่อ และดูแลหลายแบรนด์ได้
ต้องจดทะเบียนชื่อทางการค้าหรือไม่
หากธุรกิจเข้าข่ายต้องจดทะเบียนพาณิชย์ ชื่อที่ใช้ในการประกอบพาณิชยกิจเป็นหนึ่งในข้อมูลที่ต้องแจ้งในการจดทะเบียน แต่ไม่ควรตีความว่าทุกชื่อแบรนด์หรือชื่อที่ใช้ทำการตลาดจะต้องมีการจดทะเบียนแยกเป็น “ชื่อทางการค้า” ทุกชื่อ เพราะหน้าที่จริงขึ้นอยู่กับรูปแบบกิจการและการใช้งานของชื่อนั้น
เปลี่ยนชื่อทางการค้าภายหลังได้ไหม
ได้ แต่หากชื่อดังกล่าวเป็นข้อมูลที่แจ้งไว้ในการจดทะเบียนพาณิชย์ ควรตรวจสอบและดำเนินการแก้ไขข้อมูลทะเบียนให้ตรงกับการประกอบกิจการจริง
ธุรกิจเดียวสามารถมีชื่อทางการค้าหลายชื่อหรือหลายแบรนด์ได้ไหม
ธุรกิจสามารถมีหลายแบรนด์หรือใช้หลายชื่อในการทำตลาดได้ แต่ควรระบุให้ชัดว่าแต่ละแบรนด์ดำเนินงานภายใต้บุคคลหรือนิติบุคคลใด และตรวจสอบหน้าที่ในการจดทะเบียนหรือคุ้มครองชื่อแต่ละกรณีให้เหมาะสม

