คอนเทนต์นี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ผู้ประกอบการต้องตรวจสอบและนำข้อมูลไปใช้ให้เหมาะสม เนื้อหานี้ไม่ได้มีไว้เป็นคำแนะนำด้านกฎหมาย ภาษี หรือธุรกิจ และไม่ควรตีความเช่นนั้น ข้อกำหนดต่างๆ เปลี่ยนแปลงได้บ่อย จึงควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยตัวเอง และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ภาษี หรือธุรกิจเมื่อจำเป็น หากต้องการขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม Shopify ต้องปฏิบัติตามกฎหมายในพื้นที่ที่ธุรกิจและลูกค้าตั้งอยู่ รวมถึงข้อกำหนดการใช้บริการของ Shopify นโยบายการใช้งานที่ยอมรับได้ของ Shopify และนโยบายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
การทำธุรกิจเล็กของตัวเองหมายถึงการได้เป็นคนตัดสินใจทุกอย่าง ซึ่งมีทั้งข้อดีและความท้าทาย หนึ่งในนั้นคือการยื่นภาษีธุรกิจขนาดเล็ก
ไม่ว่าจะเป็นฤดูยื่นภาษีครั้งแรกหรือครั้งที่ 10 การยื่นแบบภาษีธุรกิจก็อาจทำให้รู้สึกหนักใจได้ หากไม่มีพื้นฐานบัญชี เรื่องภาษียิ่งดูซับซ้อน และถ้าคำนวณภาษีธุรกิจผิดก็อาจตามมาด้วยค่าปรับและบทลงโทษที่ไม่มีใครอยากเจอ
คอนเทนต์ในหน้านี้จะพาคุณไปดูรายละเอียดและวิธียื่นภาษีธุรกิจเล็กแบบทีละขั้นตอน
ภาษีที่ธุรกิจขนาดเล็กมักต้องจ่ายมีอะไรบ้าง
ภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ดำเนินกิจการในนามบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล มีรายได้เท่าไร จดทะเบียน VAT หรือไม่ มีพนักงานหรือจ่ายค่าบริการให้บุคคลอื่นหรือไม่
ภาษีหลักที่ผู้ประกอบการควรรู้มีดังนี้
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
หากทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดา เช่น ขายสินค้าออนไลน์ รับงานอิสระ หรือประกอบกิจการโดยไม่ได้จดทะเบียนเป็นบริษัท รายได้จากธุรกิจจะถูกนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประเภทเงินได้และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
ใช้อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบขั้นบันได โดยเงินได้สุทธิส่วนที่ไม่เกิน 150,000 บาทได้รับยกเว้น และอัตราสูงสุดอยู่ที่ 35% สำหรับเงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 5 ล้านบาท
ผู้ประกอบการบางประเภทอาจต้องยื่นทั้งภาษีครึ่งปีและภาษีประจำปี เช่น แบบ ภ.ง.ด.94 สำหรับเงินได้บางประเภทในช่วงครึ่งปีแรก และแบบ ภ.ง.ด.90 สำหรับการยื่นภาษีประจำปี กรมสรรพากรยังคงจัดทำแบบ ภ.ง.ด.94 สำหรับปีภาษี 2569 โดยเฉพาะสำหรับเงินได้ตามมาตรา 40(5)–(8)
ภาษีเงินได้นิติบุคคล
หากธุรกิจจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล โดยทั่วไปจะเสียภาษีจากกำไรสุทธิของกิจการ
สำหรับ SME ที่เข้าเงื่อนไขเรื่องทุนและรายได้ กรมสรรพากรกำหนดอัตราภาษีแบบขั้น ได้แก่ กำไรสุทธิไม่เกิน 300,000 บาทได้รับยกเว้น ส่วนที่เกิน 300,000 บาทแต่ไม่เกิน 3 ล้านบาทเสียภาษี 15% และส่วนที่เกิน 3 ล้านบาทเสียภาษี 20%
บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยังต้องยื่น ภ.ง.ด.51 สำหรับภาษีครึ่งรอบบัญชี และ ภ.ง.ด.50 สำหรับภาษีประจำปี โดย ภ.ง.ด.50 ต้องยื่นภายใน 150 วันนับจากวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
VAT เป็นอีกเรื่องสำคัญสำหรับธุรกิจที่ขายสินค้าหรือให้บริการในไทย โดยกิจการที่มีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีและอยู่ในกิจการที่ต้องเสีย VAT โดยทั่วไปต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
เมื่อจดทะเบียนแล้ว ธุรกิจต้องจัดการเอกสารภาษี ซื้อและขายสินค้าอย่างเป็นระบบ รวมถึงยื่นแบบ ภ.พ.30 เป็นรายเดือน ตามปฏิทินภาษีของกรมสรรพากร แบบ ภ.พ.30 โดยทั่วไปมีกำหนดยื่นวันที่ 15 ของเดือนถัดไป และการยื่นออนไลน์สามารถมีระยะเวลาที่ขยายออกไปตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย
ธุรกิจอาจมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายเมื่อจ่ายเงินบางประเภท เช่น ค่าจ้าง ค่าบริการ ค่าเช่า หรือค่าตอบแทนให้บุคคลหรือนิติบุคคลอื่น
แบบที่ใช้จะแตกต่างกันตามประเภทผู้รับเงินและประเภทเงินได้ เช่น ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 ธุรกิจจึงควรตรวจสอบว่ารายการใดต้องหักภาษี อัตราเท่าไร และต้องนำส่งเมื่อใด
ภาษีและหน้าที่อื่นที่อาจเกี่ยวข้อง
ธุรกิจบางประเภทอาจมีภาษีหรือหน้าที่เพิ่มเติม เช่น ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีสรรพสามิต อากรแสตมป์ ภาษีนำเข้า รวมถึงภาษีและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการจ้างพนักงาน
ดังนั้น ก่อนเริ่มยื่นภาษี ควรระบุให้ชัดว่าธุรกิจของคุณอยู่ในรูปแบบใด มีรายได้จากอะไร และมีธุรกรรมประเภทใดบ้าง
6 ขั้นตอนการยื่นภาษีธุรกิจขนาดเล็ก
- รวบรวมเอกสารของธุรกิจ
- ตรวจสอบว่าต้องจดทะเบียน VAT หรือไม่
- เลือกแบบภาษีให้ตรงกับรูปแบบธุรกิจ
- รู้กำหนดเวลายื่นภาษี
- จ้างนักบัญชีเมื่อธุรกิจซับซ้อนขึ้น
- ยื่นภาษีธุรกิจขนาดเล็ก
1. รวบรวมเอกสารของธุรกิจ
ขั้นตอนแรกของการยื่นภาษีธุรกิจเล็กคือจัดเตรียมข้อมูลทางบัญชีให้ครบถ้วน โดยอย่างน้อยควรมีข้อมูลเกี่ยวกับรายได้จากการขายสินค้าและบริการ ค่าใช้จ่ายของธุรกิจ กำไรและขาดทุน เงินเดือนและค่าจ้างพนักงาน นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการภาษีหัก ณ ที่จ่าย VAT ซื้อและ VAT ขาย (หากจดทะเบียน VAT) สต็อกสินค้า ไปจนถึงทรัพย์สินของกิจการ
เอกสารที่ควรจัดเก็บ ได้แก่ ใบเสร็จ ใบกำกับภาษี ใบแจ้งหนี้ หลักฐานการโอนเงิน รายการเดินบัญชีธนาคาร สัญญา และเอกสารค่าใช้จ่ายต่างๆ
2. ตรวจสอบว่าต้องจดทะเบียน VAT หรือไม่
หากรายรับจากการขายสินค้าหรือบริการเข้าใกล้หรือเกินเกณฑ์ 1.8 ล้านบาทต่อปี ควรตรวจสอบว่ากิจการอยู่ในเกณฑ์ต้องจดทะเบียน VAT หรือไม่
การวางระบบตั้งแต่ต้นมีความสำคัญ โดยเฉพาะธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่ยอดขายอาจเติบโตเร็ว เพราะเมื่อจด VAT แล้วจะมีหน้าที่เพิ่มเติม เช่น ออกใบกำกับภาษี บันทึกภาษีซื้อและภาษีขาย และยื่นแบบ ภ.พ.30 เป็นประจำ นอกจากนี้ หากขายสินค้าไปต่างประเทศหรือนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ควรตรวจสอบเรื่อง VAT ศุลกากร และภาษีนำเข้าเพิ่มเติมด้วย
3. เลือกแบบภาษีให้ตรงกับรูปแบบธุรกิจ
สิ่งที่คนทำธุรกิจต้องรู้คือไม่มีแบบภาษีเดียวที่ใช้ได้กับธุรกิจทุกประเภท โดยแบบที่ต้องยื่นขึ้นอยู่กับสถานะของผู้ประกอบการและรายการที่เกิดขึ้น ตัวอย่างแบบที่เจ้าของธุรกิจอาจพบ เช่น
|
รูปแบบธุรกิจ/หน้าที่ภาษี |
แบบภาษีหลัก |
ใช้สำหรับ |
|---|---|---|
ผู้ประกอบการบุคคลธรรมดา |
ภาษีเงินได้ประจำปี |
|
บุคคลธรรมดาที่มีเงินได้ตามมาตรา 40(5)–(8) |
ภาษีเงินได้ครึ่งปี |
|
บริษัท/ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล |
ภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี |
|
บริษัท/ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล |
ภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งรอบบัญชี |
|
ธุรกิจที่มีพนักงาน |
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเงินเดือนและค่าจ้าง |
|
จ่ายเงินบางประเภทให้บุคคลธรรมดา |
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย |
|
จ่ายเงินบางประเภทให้นิติบุคคล |
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย |
|
ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT |
VAT รายเดือน |
4. รู้กำหนดเวลายื่นภาษี
กำหนดเวลายื่นภาษีของธุรกิจขึ้นอยู่กับรูปแบบกิจการ ประเภทภาษี และวิธีการยื่นแบบ โดยแบบรายเดือน เช่น ภาษีหัก ณ ที่จ่ายและ VAT จะมีกำหนดทุกเดือน ส่วนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลจะมีกำหนดตามรอบปีหรือรอบบัญชี
หากวันครบกำหนดตรงกับวันหยุดราชการ กำหนดเวลามักเลื่อนไปเป็นวันทำการถัดไปตามปฏิทินภาษีของกรมสรรพากร เช่น ในปี 2569 มีหลายกรณีที่วันครบกำหนดถูกเลื่อนเพราะตรงกับวันหยุด
|
กำหนดเวลา |
แบบภาษีที่ต้องยื่น |
ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป |
กรณียื่นแบบปกติ
|
ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป |
กรณียื่นออนไลน์
|
ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป |
การยื่น VAT แบบปกติ
|
ภายในวันที่ 23 ของเดือนถัดไป |
ยื่นออนไลน์
|
ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป |
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี
|
ภายในเดือนกันยายน |
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี
|
ภายใน 2 เดือนหลังครบ 6 เดือนแรกของรอบบัญชี |
ภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งรอบบัญชี
|
ภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี |
ภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี
|
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เช่น ภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 โดยทั่วไปต้องยื่นภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป และกรณียื่นออนไลน์สามารถยื่นได้ภายในวันที่ 15 ตามหลักเกณฑ์การขยายเวลาของกรมสรรพากร
ส่วนผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ต้องยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือน โดยกำหนดปกติคือวันที่ 15 ของเดือนถัดไป และการยื่นออนไลน์สามารถขยายเป็นวันที่ 23 ของเดือนถัดไปได้
สำหรับภาษีประจำปี ภ.ง.ด.90 มีกำหนดยื่นช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคมของปีถัดไป ส่วนในปี 2569 กรมสรรพากรกำหนดวันที่ 31 มีนาคมเป็นวันยื่นแบบปกติ
สำหรับนิติบุคคล กำหนดเวลาจะอิงรอบบัญชีของธุรกิจ ไม่ใช่วันที่เดียวสำหรับทุกบริษัท เช่น ภ.ง.ด.51 ต้องยื่นภายใน 2 เดือนหลังครบครึ่งรอบบัญชี และ ภ.ง.ด.50 ภายใน 150 วันหลังวันสิ้นรอบบัญชี ดังนั้นบริษัทที่ไม่ได้ใช้รอบบัญชี 1 มกราคมถึง 31 ธันวาคมจะมีวันครบกำหนดต่างออกไป
5. จ้างนักบัญชีเมื่อธุรกิจซับซ้อนขึ้น
เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กบางรายสามารถดูแลบัญชีและภาษีพื้นฐานได้เอง แต่เมื่อธุรกิจเติบโต มีพนักงาน จด VAT มีสินค้าคงคลัง หรือต้องจัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายหลายรายการ การมีนักบัญชีสามารถช่วยลดภาระได้มาก เนื่องจากการจัดระบบบัญชีตั้งแต่ธุรกิจยังเล็กมักง่ายกว่าการย้อนกลับมาแก้ข้อมูลเมื่อธุรกิจมีรายการจำนวนมากแล้ว
6. ยื่นภาษีธุรกิจขนาดเล็ก
เมื่อรวบรวมเอกสาร คำนวณรายได้และค่าใช้จ่าย และเลือกแบบภาษีถูกต้องแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือยื่นแบบและชำระภาษีภายในกำหนด ซึ่งผู้ประกอบการสามารถใช้ระบบ e-Filing ของกรมสรรพากรสำหรับแบบที่รองรับ และควรเก็บหลักฐานการยื่นแบบและการชำระเงินไว้เป็นส่วนหนึ่งของเอกสารบัญชีของธุรกิจ
ก่อนกดยื่น ควรตรวจสอบอีกครั้งว่ารายได้ครบทุกช่องทาง ค่าใช้จ่ายมีหลักฐานรองรับ ภาษีหัก ณ ที่จ่ายถูกบันทึกครบ VAT ซื้อและ VAT ขายตรงกับเอกสาร และข้อมูลในแบบภาษีตรงกับบัญชีของกิจการ
รายการลดหย่อนภาษีที่พบบ่อยสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก
ค่าใช้จ่ายของธุรกิจไม่ได้หมายความว่าจะนำไปหักภาษีได้ทุกรายการโดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะนิติบุคคล รายจ่ายที่นำมาคำนวณกำไรสุทธิควรเกี่ยวข้องกับกิจการและมีหลักฐานรองรับ ขณะที่รายจ่ายส่วนตัวหรือรายจ่ายที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการหากำไรของกิจการอาจเป็นรายจ่ายต้องห้าม ตัวอย่างค่าใช้จ่ายที่ธุรกิจออนไลน์มักพบมีดังนี้
ค่าเช่าสำนักงานและสถานที่ประกอบธุรกิจ
ค่าเช่าสำนักงาน ร้านค้า คลังสินค้า หรือพื้นที่ที่ใช้ดำเนินธุรกิจอาจถือเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการได้ หากมีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานและมีเอกสารที่เหมาะสม
อุปกรณ์สำนักงานและบรรจุภัณฑ์
กระดาษ หมึกพิมพ์ เครื่องเขียน กล่อง ซอง เทป ฉลาก และวัสดุสำหรับแพ็กสินค้าเป็นต้นทุนที่พบได้ทั่วไปในธุรกิจขนาดเล็กและร้านค้าออนไลน์
โทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต
ค่าโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตที่ใช้ในการติดต่อกับลูกค้า ซัพพลายเออร์ หรือดำเนินงานออนไลน์อาจเป็นค่าใช้จ่ายทางธุรกิจได้ตามส่วนที่เกี่ยวข้องกับกิจการ
หากใช้บริการเดียวกันทั้งเรื่องส่วนตัวและธุรกิจ ควรมีวิธีแยกหรือบันทึกสัดส่วนการใช้งานอย่างเหมาะสม
เว็บไซต์ โดเมน และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ
ค่าโดเมน เว็บโฮสติ้ง ธีม แอป ซอฟต์แวร์ และค่าบริการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เช่น Shopify ล้วนเป็นค่าใช้จ่ายที่ธุรกิจออนไลน์ควรจัดเก็บหลักฐานไว้อย่างเป็นระบบ
ค่าจ้างฟรีแลนซ์และผู้ให้บริการ
ธุรกิจอาจจ้างนักออกแบบ ช่างภาพ นักเขียน นักการตลาด นักพัฒนาเว็บไซต์ หรือผู้ให้บริการขนส่งและโลจิสติกส์ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ควรมีเอกสารรองรับ และในบางกรณีผู้จ่ายอาจมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งกรมสรรพากร โดยแบบที่ใช้จะแตกต่างกันตามประเภทผู้รับเงิน
เงินเดือนและค่าแรงพนักงาน
ค่าจ้าง เงินเดือน และผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับพนักงานถือเป็นต้นทุนสำคัญของธุรกิจ แต่เจ้าของกิจการควรจัดทำเอกสารเงินเดือนและตรวจสอบหน้าที่ด้านภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้ครบถ้วน โดยตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นมา กรมสรรพากรกำหนดให้นายจ้างยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 และแบบที่เกี่ยวข้องบางรายการผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์
ค่าจัดส่งและโลจิสติกส์
สำหรับร้านค้าออนไลน์ ค่าไปรษณีย์ ค่าขนส่ง ค่าแพ็กสินค้า และค่าบริการ Fulfillment อาจเป็นค่าใช้จ่ายหลักของธุรกิจ จึงควรเก็บใบเสร็จ ใบแจ้งหนี้ และเอกสารจากผู้ให้บริการขนส่งไว้ให้ครบ
ค่าอุปกรณ์และทรัพย์สิน
คอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ กล้อง อุปกรณ์คลังสินค้า และอุปกรณ์อื่นที่ซื้อมาใช้ระยะยาวอาจต้องจัดการในทางบัญชีแตกต่างจากค่าใช้จ่ายทั่วไป เพราะรายจ่ายที่มีลักษณะเป็นการลงทุนไม่สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทันทีในลักษณะเดียวกับค่าใช้จ่ายดำเนินงานทั่วไปได้
ค่าเดินทางเพื่อธุรกิจ
ค่าเดินทางที่เกิดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ เช่น ไปพบลูกค้า เข้าร่วมงานแสดงสินค้า หรือเดินทางไปหาซัพพลายเออร์ ควรเก็บเอกสารและระบุวัตถุประสงค์ทางธุรกิจให้ชัดเจน
ค่าบริการวิชาชีพ
ค่าบริการนักบัญชี ที่ปรึกษาภาษี ทนายความ หรือผู้เชี่ยวชาญอื่นที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการควรถูกบันทึกไว้ในระบบบัญชีเช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายอื่น
โฆษณาและการตลาด
ค่าโฆษณาบน Facebook, Instagram, TikTok, Google หรือแพลตฟอร์มออนไลน์อื่น รวมถึงค่าทำเว็บไซต์ ถ่ายภาพสินค้า ออกแบบกราฟิก และกิจกรรมการตลาด ล้วนเป็นค่าใช้จ่ายที่พบได้บ่อยในธุรกิจออนไลน์ อย่างไรก็ตาม ก่อนนำค่าใช้จ่ายใดไปใช้คำนวณภาษี ควรตรวจสอบว่ามีความเกี่ยวข้องกับกิจการ มีหลักฐานประกอบครบ และเป็นไปตามเงื่อนไขของกรมสรรพากร
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการยื่นภาษีธุรกิจขนาดเล็ก
ยื่นภาษีธุรกิจขนาดเล็กด้วยตัวเองได้หรือไม่
ได้ หากธุรกิจมีโครงสร้างไม่ซับซ้อน เช่น ทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดา ไม่มีพนักงาน และมีรายได้กับค่าใช้จ่ายที่จัดเก็บไว้อย่างเป็นระบบ ก็อาจยื่นภาษีด้วยตัวเองผ่านระบบออนไลน์ของกรมสรรพากรได้
แต่หากมีพนักงาน รายได้หลายช่องทาง จดทะเบียน VAT มีภาษีหัก ณ ที่จ่าย หรือมีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก การใช้นักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีอาจช่วยลดข้อผิดพลาดและทำให้จัดการภาษีได้เหมาะสมขึ้น
เจ้าของธุรกิจที่เป็นบุคคลธรรมดาเสียภาษีอย่างไร
หากทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดา รายได้จากธุรกิจจะนำมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยผู้มีเงินได้จากธุรกิจทั่วไปอาจต้องใช้แบบ ภ.ง.ด.90 และหากมีเงินได้ตามมาตรา 40(5)–(8) อาจมีหน้าที่ยื่น ภ.ง.ด.94 สำหรับภาษีครึ่งปีด้วย
บริษัทจำกัด เสียภาษีอย่างไร
บริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิ สำหรับ SME ที่เข้าเงื่อนไข เช่น มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและมีรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการไม่เกิน 30 ล้านบาท อาจได้รับยกเว้นภาษีสำหรับกำไรสุทธิส่วนแรกไม่เกิน 300,000 บาท ใช้อัตรา 15% สำหรับส่วนที่เกิน 300,000 บาทถึง 3 ล้านบาท และ 20% สำหรับส่วนที่เกิน 3 ล้านบาท
ต้องใช้แบบฟอร์มอะไรในการยื่นภาษีธุรกิจขนาดเล็ก
ขึ้นอยู่กับรูปแบบธุรกิจและประเภทของภาษี ตัวอย่างเช่น บุคคลธรรมดาอาจใช้ ภ.ง.ด.90 และ ภ.ง.ด.94 ขณะที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใช้แบบอย่าง ภ.ง.ด.50 และ ภ.ง.ด.51 นอกจากนี้ ธุรกิจที่จด VAT หรือมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายก็จะมีแบบที่ต้องยื่นเพิ่มเติมตามประเภทของธุรกรรม
มีรายได้เท่าไรถึงต้องยื่นภาษีธุรกิจขนาดเล็ก
ขึ้นอยู่กับสถานะของผู้ทำธุรกิจ ดังนี้
- บุคคลธรรมดา (โสด): รายได้เกิน 60,000 บาท/ปี ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90
- บุคคลธรรมดา (สมรส): รายได้รวมกันเกิน 120,000 บาท/ปี ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90
- บริษัท / ห้างหุ้นส่วน: ไม่มีเกณฑ์ขั้นต่ำ ต้องยื่นภาษี (ภ.ง.ด.50/51) ทุกปีตามรอบบัญชี แม้รายได้จะเป็นศูนย์หรือขาดทุน
- เงื่อนไข VAT: ทั้งบุคคลและนิติบุคคล หากรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มด้วย

