หากกำลังมองหาไอเดียธุรกิจออนไลน์ที่ไม่ต้องเหนื่อยไปกับการดูแลให้มากนัก การทำธุรกิจดรอปชิป Private Label จะช่วยให้ผู้ประกอบการไม่ต้องหนักใจไปกับการพัฒนาสินค้า เนื่องจากกระบวนการที่ต้องทำมีเพียงการเลือกสินค้าที่มีอยู่แล้ว ใส่ชื่อแบรนด์หรือดีไซน์ลงไป จากนั้นจึงจะให้พาร์ตเนอร์ดรอปชิป Private Label จัดการเลือก บรรจุ และจัดส่งสินค้าให้ลูกค้าต่อไป
โดยการศึกษาวิจัยของ Bazaarvoice ในปี 2024 เผยให้เห็นว่าผู้บริโภคชาวสหรัฐฯ กว่า 64% เคยซื้อสินค้า Private Label ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ทั้งยังมีอีกกว่า 44% ที่เคยเปลี่ยนจากสินค้าทั่วไปในครัวเรือนมาใช้สินค้า Private Label อย่างถาวรด้วย
ในบทความนี้ผู้ประกอบการจะได้เรียนรู้วิธีตอบสนองต่ออุปสงค์ดังกล่าวด้วยร้านค้าดรอปชิป Private Label ของตนเอง พร้อมแนวทางเลือกสรรสินค้า, ซัพพลายเออร์, การสร้างแบรนด์ และการเริ่มจำหน่ายอย่างเป็นระบบ
ดรอปชิป Private Label คืออะไร?
ดรอปชิป Private Label คือการจำหน่ายสินค้าของบุคคลที่สามที่มีการใส่แบรนด์และ/หรือดีไซน์ของตนเองลงไป แล้วจึงส่งตรงถึงลูกค้า ซึ่งมีข้อดีหลัก ๆ คือความสามารถในการเริ่มต้นธุรกิจอีคอมเมิร์ซได้แม้มีงบประมาณจำกัด และลักษณะธุรกิจที่ไม่จำเป็นจะต้องสต๊อกสินค้าไว้เอง
นอกจากนี้ในการดำเนินธุรกิจแบบดรอปชิป Private Label ผู้ประกอบการก็ยังจะไม่จำเป็นต้องลงทุนอย่างมหาศาลในช่วงแรกของการดำเนินธุรกิจด้วย ทั้งนี้เนื่องจากค่าใช้จ่ายเริ่มต้น เช่น การพัฒนาสินค้า การจัดเก็บสินค้า และการจัดการคำสั่งซื้อ จะได้รับการจัดการโดยซัพพลายเออร์ดรอปชิป Private Label ซึ่งแตกต่างจากธุรกิจ Private Label แบบดั้งเดิมที่มักต้องลงทุนไปกับการผลิตและสต๊อกสินค้าล่วงหน้า
Private Label, White Label และดรอปชิปทั่วไปต่างกันอย่างไร
โมเดลธุรกิจเหล่านี้ล้วนเป็นการจำหน่ายสินค้าที่ไม่ได้ผลิตเอง แต่ความสามารถในการควบคุมแบรนด์ สินค้า และต้นทุนจะแตกต่างกันไป
|
โมเดลธุรกิจ |
วิธีการทำงาน |
เหมาะกับใคร |
ข้อจำกัด |
|---|---|---|---|
|
ดรอปชิปทั่วไป |
รับออร์เดอร์แล้วส่งต่อให้ซัพพลายเออร์จัดส่งสินค้า |
ผู้ประกอบการที่ต้องการจะริเริ่มธุรกิจให้รวดเร็วและใช้ต้นทุนอย่างต่ำที่สุด |
แทบไม่มีการสร้างแบรนด์ |
|
ไวท์เลเบล |
นำแบรนด์หรือโลโก้ไปใส่บนสินค้าทั่วไป |
ผู้ประกอบการที่ต้องการมีแบรนด์ที่สามารถริเริ่มได้อย่างรวดเร็ว |
สินค้ายังไม่ใช่สินค้าที่มีเฉพาะแบรนด์เดียว |
|
ไพรเวทเลเบล |
ซัพพลายเออร์ผลิตสินค้าตามสเปก สูตร หรือดีไซน์ของแบรนด์เองโดยเฉพาะ |
ผู้ประกอบการที่ต้องการสร้างแบรนด์ในระยะยาวและควบคุมภาพลักษณ์ได้มากขึ้น |
ต้นทุนเริ่มต้นและระยะเวลาผลิตอาจสูงกว่า |
- ดรอปชิปทั่วไป จำหน่ายสินค้าจากซัพพลายเออร์ที่จะทำการจัดส่งคำสั่งซื้อให้ลูกค้าโดยตรง เหมาะกับการทดสอบตลาดอย่างรวดเร็ว
- White Label Dropship ซัพพลายเออร์จะใส่แบรนด์และโลโก้ของแบรนด์คุณลงบนสินค้าทั่วไป ก่อนจัดส่งให้ลูกค้าโดยตรง ในขณะที่ธุรกิจอื่นก็อาจสามารถจำหน่ายสินค้าประเภทเดียวกันภายใต้แบรนด์ของตัวเองได้ด้วย
- Private Label Dropship ซัพพลายเออร์สร้างสินค้าตามสเปกหรือดีไซน์ของแบรนด์ แล้วจึงจัดส่งคำสั่งซื้อให้ลูกค้าโดยตรง สินค้าที่ได้จึงจะมีเอกลักษณ์มากกว่า และช่วยสร้างการจดจำแบรนด์ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
การคัดเลือกโมเดลดรอปชิปปิ้งที่เหมาะสมท้ายสุดจึงจะขึ้นอยู่กับความรวดเร็ว ต้นทุน และเป้าหมายของแบรนด์ เพราะในขณะที่การดรอปชิปทั่วไปจะเริ่มต้นได้อย่างง่ายดายที่สุด White Label จะเป็นการอัปเกรดเพื่อใส่แบรนด์ไปตามสินค้าแบบพื้นฐาน แต่หากต้องการสร้างตัวตนของแบรนด์ในระยะยาวและมีโอกาสทำอัตรากำไรได้สูงขึ้นการดรอปชิป Private Label ก็อาจเป็นเส้นทางที่น่าสนใจที่สุด
สินค้าดรอปชิป Private Label
ต่อไปนี้คือตัวอย่างสินค้าดรอปชิป Private Label ที่สามารถใช้เพื่อริเริ่มการดำเนินการธุรกิจได้
- เสื้อผ้า เช่น เสื้อยืด เสื้อฮู้ด ถุงเท้า
- เครื่องดื่ม เช่น ชา น้ำอัดลม น้ำผลไม้ รวมถึงกาแฟ
- เครื่องสำอาง เช่น รองพื้น โลชั่น ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม
- เคสโทรศัพท์
- อาหารเสริม เช่น วิตามิน สมุนไพร สารต้านอนุมูลอิสระ
- อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น หูฟัง ลำโพง ที่ชาร์จ
- ของตกแต่งบ้าน เช่น หมอน ผ้าห่ม งานศิลปะติดผนัง
- ของเล่น เช่น ของเล่นทารก ของเล่นสัตว์เลี้ยง ของเล่นสำหรับเด็ก
6 ซัพพลายเออร์ดรอปชิป Private Label ที่น่าสนใจ
เนื่องจากซัพพลายเออร์เป็นผู้ดูแลตั้งแต่การผลิต แพ็กสินค้า ไปจนถึงการจัดส่งให้ลูกค้าโดยตรง การเฟ้นหาพาร์ตเนอร์ที่เหมาะสมจึงเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญของการดำเนินธุรกิจดรอปชิป Private Label รายชื่อต่อไปนี้จึงจะแบ่งตามประเภท เพื่อช่วยให้เห็นภาพชัดเจนว่าแต่ละกลุ่มเหมาะสมกับธุรกิจแบบใด
ซัพพลายเออร์ Private Label
หากเน้นฐานลูกค้าในประเทศไทยและต้องการจัดส่งสินค้าอย่างรวดเร็ว การเริ่มต้นจากซัพพลายเออร์ภายในประเทศก็นับเป็นตัวเลือกที่ดี
1. Ink’s Idea
Ink’s Idea เป็นผู้ผลิตเสื้อผ้า OEM และ Private Label ในกรุงเทพฯ ที่ให้บริการตั้งแต่การออกแบบ ทำตัวอย่าง ตัดเย็บ พิมพ์ลาย ไปจนถึงการแพ็กและจัดส่งสินค้า เหมาะสำหรับแบรนด์แฟชั่นและผู้ประกอบการที่ต้องการเริ่มผลิตสินค้าในล็อตขนาดเล็กโดยไม่ต้องสั่งผลิตจำนวนมาก
- MOQ: เริ่มต้น 10 ชิ้นสำหรับงาน DTF และ 30 ชิ้นสำหรับงาน Silk Screen หรือ Sublimation
- ระยะเวลาดำเนินการ: โดยทั่วไปประมาณ 14-21 วันหลังอนุมัติตัวอย่าง
- สินค้า: เสื้อยืด, เสื้อโปโล, เสื้อฮู้ด, เสื้อกีฬา, แจ็กเก็ต, กระเป๋าผ้า และสินค้าเสื้อผ้าอื่น ๆ
- ราคา: ตามใบเสนอราคาของแต่ละโปรเจกต์
2. CiNO Coffee
CiNO Coffee เป็นผู้ผลิตและคั่วกาแฟจากดอยช้าง จังหวัดเชียงราย ที่ให้บริการ OEM และ Private Label สำหรับคาเฟ่ ร้านอาหาร โรงแรม และแบรนด์ที่ต้องการจำหน่ายกาแฟภายใต้ชื่อของตัวเอง โดยสามารถเลือกหรือพัฒนาโปรไฟล์การคั่วให้เหมาะกับแบรนด์ พร้อมบริการออกแบบฉลาก บรรจุ และแพ็กสินค้าพร้อมจำหน่าย
- MOQ: เริ่มต้น 50 กิโลกรัมสำหรับงาน OEM
- ระยะเวลาดำเนินการ: ประมาณ 14 วันหลังอนุมัติงานออกแบบ
- สินค้า: เมล็ดกาแฟคั่วและกาแฟบด พร้อมเลือกโปรไฟล์การคั่วได้ตั้งแต่ระดับอ่อนไปจนถึงเข้มมาก
- ราคา: ตามใบเสนอราคา โดยมีบริการออกแบบและพิมพ์สติกเกอร์ 2,500 บาท และถุงวาล์วขนาด 250 กรัม, 500 กรัม และ 1 กิโลกรัม ราคา 8 บาทต่อถุง
3. Shopify Collective
Shopify Collective เป็นเครือข่ายซัพพลายเออร์ใน Shopify ที่ช่วยให้ร้านค้าที่เข้าเกณฑ์สามารถเลือกและจำหน่ายสินค้าจากแบรนด์ Shopify รายอื่น ๆ ได้โดยไม่ต้องผ่านแพลตฟอร์มคนกลาง เหมาะสำหรับร้านค้าในไทยที่ต้องการเพิ่มสินค้าในแค็ตตาล็อกและให้ซัพพลายเออร์จัดส่งถึงลูกค้าให้โดยตรง
- MOQ: ไม่มีขั้นต่ำ
- ระยะเวลาดำเนินการ: ขึ้นอยู่กับซัพพลายเออร์แต่ละราย
- สินค้า: เสื้อผ้า, เครื่องประดับ, ของใช้ในบ้าน และสินค้าอื่น ๆ
- ราคา: ฟรีสำหรับร้านค้าที่เข้าเกณฑ์ และมีการแบ่งรายได้เมื่อคำสั่งซื้อถูกจัดการเรียบร้อย
4. BT Spaceship
BT Spaceship เป็นผู้พัฒนาและผลิตผลิตภัณฑ์สกินแคร์เพียงรายเดียวในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองจาก NATRUE โดยจะให้บริการตั้งแต่การพัฒนาสินค้าแบบเฉพาะตัว ไปจนถึงการจัดเก็บสินค้าและจัดส่งออร์เดอร์ทั้งทั่วประเทศไทยและทั่วโลก
- MOQ: 5 กิโลกรัม
- ระยะเวลาดำเนินการ: ขึ้นอยู่กับสินค้าที่ต้องการ
- สินค้า: สกินแคร์
- ราคา: ตามใบเสนอราคาของแต่ละออร์เดอร์
ซัพพลายเออร์ Print-on-demand หรือ POD
ซัพพลายเออร์ POD เหมาะกับแบรนด์สายครีเอทีฟที่ต้องการจำหน่ายสินค้าที่ออกแบบเอง เช่น เสื้อผ้า เครื่องประดับ หรือของใช้ในบ้าน โดยมีระดับการปรับแต่งสินค้าเฉพาะตัวที่มากกว่าแค่การติดโลโก้บนสินค้าทั่วไป
5. Printful
Printful เป็นผู้ให้บริการ Print-on-demand รายใหญ่ที่มีศูนย์ผลิตในอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชียแปซิฟิก โดยทุกคำสั่งซื้อจะถูกพิมพ์ แพ็ก และจัดส่งภายใต้แบรนด์ของผู้ประกอบการเอง ทั้งยังสามารถเพิ่มรายละเอียดอย่างป้ายคอเสื้อด้านใน ใบแทรกแบรนด์ หรือ Packing slip แบบเฉพาะตัวได้
- MOQ: ไม่มีขั้นต่ำ ทำให้หากต้องการจะขายทีละ 1 ชิ้นก็สามารถทำได้
- ระยะเวลาดำเนินการ: โดยเฉลี่ย 2-5 วันทำการ
- สินค้า: มากกว่า 400 SKU ครอบคลุมเสื้อผ้า, เครื่องประดับ, งานศิลปะติดผนัง และของตกแต่งบ้าน
- ราคา: แผนฟรีคิดตามรายการที่ขาย และมีแผนชำระเงินเพื่อรับส่วนลดสินค้าและการสร้างแบรนด์
6. Printify
Printify เชื่อมต่อร้าน Shopify กับผู้ให้บริการพิมพ์มากกว่า 90 รายทั่วโลก ทำให้สามารถเลือกผู้ผลิตตามราคา ทำเล และวิธีพิมพ์ที่เหมาะสมกับสินค้าแต่ละ SKU ได้
โดยแอปของบริษัทจะทำให้ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถเข้าถึงดีไซน์สินค้าแบบไม่จำกัดจำนวนได้สูงสุดสำหรับร้านค้าออนไลน์ 5 แห่ง และหากอัปเกรดแผนการรับบริการเป็นแผนพรีเมียมในราคา 29 ดอลลาร์ต่อเดือน (ราว 870 บาท) ก็ยังจะได้รับส่วนลดเพิ่มเติมสำหรับสินค้าทุกชิ้นด้วย
- MOQ: ไม่มีขั้นต่ำ
- ระยะเวลาดำเนินการ: 2-7 วันทำการ
- สินค้า: มากกว่า 1,300 SKU เช่น เสื้อผ้า แก้ว สินค้าสัตว์เลี้ยง และสินค้าอื่น ๆ
- ราคา: แผนฟรีคิดตามรายการที่ขาย และแผนพรีเมียมมีส่วนลดเพิ่มสำหรับสินค้า
วิธีเริ่มร้านดรอปชิป Private Label ใน 7 ขั้นตอน
การเปิดตัวแบรนด์ Private Label เป็นเรื่องน่าตื่นเต้น แต่ก็เป็นกระบวนการที่มีรายละเอียดที่ควรวางแผนให้ดีเช่นกัน ผู้ประกอบการที่สนใจจึงอาจลองใช้ 7 ขั้นตอนนี้เพื่อเริ่มธุรกิจดรอปชิปได้อย่างเป็นระบบ
- กำหนดกลุ่มเฉพาะและหมวดหมู่สินค้า
- ค้นหาและตรวจสอบซัพพลายเออร์ที่มีศักยภาพ
- สร้างองค์ประกอบของแบรนด์
- ตั้งค่าร้านค้าและหน้าสินค้า
- ตั้งค่าการส่งต่อคำสั่งซื้อและขั้นตอนจัดการออร์เดอร์
- เปิดตัวแคมเปญการตลาดชุดแรก
- ติดตามผลและปรับราคาให้เหมาะสม
1. กำหนดกลุ่มเฉพาะและหมวดหมู่สินค้า
ก่อนเริ่มดำเนินการธุรกิจดรอปชิป Private Label ผู้ประกอบการควรทราบแน่ชัดว่าจำหน่ายสินค้าให้ใคร โดยกลุ่มเฉพาะคือลูกค้ากลุ่มหนึ่งที่มีลักษณะ ความสนใจ หรือปัญหาร่วมกัน เช่น เจ้าของสัตว์เลี้ยง คนทำงานทางไกล หรือคนอยู่คอนโดขนาดเล็ก
ในขณะที่หมวดหมู่สินค้าคือกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับธีมเดียวกัน ดังนั้นแล้วแทนที่จะระบุว่าจำหน่ายสินค้าของใช้ในบ้าน ผู้ประกอบการก็อาจเลือกหมวดหมู่ “แกดเจตอัจฉริยะสำหรับคอนโดขนาดเล็ก” แล้วจำหน่ายสินค้าอย่างปลั๊กอัจฉริยะ โคมไฟประหยัดพื้นที่ หรือเครื่องชงกาแฟขนาดกะทัดรัด
ทั้งนี้จึงควรทำการวิจัยเพื่อค้นหาตลาดเป้าหมายและกลุ่มเฉพาะที่แข็งแกร่ง จากนั้นจึงจะทำความเข้าใจว่าลูกค้าในอุดมคติใช้สินค้าอย่างไร และอะไรคือปัจจัยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ
โดย Pete Maldonado ผู้ร่วมก่อตั้ง Chomps เคยกล่าวในรายการ Shopify Masters ว่า “การโฟกัสกับคอมมูนิตี้ที่เฉพาะทางมากช่วยให้เราสร้างกระแสและเป็นที่รู้จักในคอมมูนิตี้เล็ก ๆ นั้นได้ดีด้วยเงินไม่มาก” ชี้ให้เห็นว่าการเริ่มจากตลาดเฉพาะจะช่วยสร้างการรับรู้และความน่าเชื่อถือได้ง่ายกว่าการพยายามเข้าถึงทุกคนตั้งแต่ต้น
2. ค้นหาและตรวจสอบซัพพลายเออร์ที่มีศักยภาพ
การเลือกซัพพลายเออร์ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับสินค้า, ระยะเวลาผลิต, ระยะเวลาจัดส่ง และเป้าหมายของธุรกิจ ซึ่งแต่ละร้านจะมีลำดับความสำคัญที่แตกต่างกันไป ดังนั้นซัพพลายเออร์ที่ดีที่สุดจึงจะเป็นรายที่ตอบโจทย์ความต้องการจริง
หากสนใจจึงอาจอ่านรีวิวของซัพพลายเออร์ Private Label แต่ละรายจากรายชื่อที่เลือกไว้ (เช่น จากใน Shopify App Store) เนื่องจากธุรกิจอื่น ๆ ที่เคยใช้บริการซัพพลายเออร์เหล่านี้มักแชร์ประสบการณ์การทำงาน คุณภาพสินค้า และความรวดเร็วในการตอบคำถามหรือแก้ปัญหา ทำให้สามารถช่วยลดความเสี่ยงก่อนเริ่มทำงานร่วมกันลง
3. สร้างองค์ประกอบของแบรนด์
กำหนดให้ธุรกิจมีสไตล์ที่ชัดเจนเพื่อดึงดูดลูกค้าที่ใช่ ซึ่งอาจเริ่มต้นจากโลโก้, สีหลัก, ฟอนต์, โทนภาพ และน้ำเสียงของแบรนด์ หรือหากยังไม่มีโลโก้ ก็สามารถใช้งานเครื่องมือสร้างโลโก้ฟรีของ Shopify หรือออกแบบด้วยเครื่องมือฟรีอย่าง Canva ได้
นอกจากนี้ยังควรคำนึงถึงประสบการณ์การเปิดกล่อง เนื่องจากบรรจุภัณฑ์คือสิ่งจับต้องได้ชิ้นแรกที่ลูกค้าจะสัมผัส โดยซัพพลายเออร์ Private Label หลายรายจะช่วยทำกล่อง ใบแทรกสินค้า หรือข้อความขอบคุณแบบกำหนดเองได้ ซึ่งรายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้ก็จะสามารถช่วยให้แบรนด์ดูเป็นมืออาชีพและกระตุ้นให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำได้นั่นเอง
💡ขั้นแรกเพื่อการแบรนด์ดิ้งด้วยมือคุณ: ใช้บริการสร้างโลโก้ฟรีจาก Shopify เพื่อสร้างแบรนด์ของตัวเองอย่างรวดเร็วและง่ายดาย โดยเว็บไซต์จะนำเสนอบริการส่งออกไฟล์เพื่อใช้งานสำหรับการสร้างตัวอย่างกับซัพพลายเออร์ด้วย จากนั้นจึงจะจัดการสินทรัพย์ของแบรนด์ผ่าน Shopify Admin เพื่อให้ตรงกันในทุกช่องทางการขาย
4. ตั้งค่าร้านค้าและหน้าสินค้า
เมื่อแบรนด์พร้อมแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการสร้างหน้าร้านออนไลน์ ซึ่งหากเลือกใช้งานแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่าง Shopify เพื่อสร้างเว็บไซต์แล้ว ผู้ประกอบการก็ควรเพิ่มสินค้า, เขียนคำอธิบายสินค้า, ตั้งpราคา และเตรียมระบบชำระเงินให้ดี โดยสามารถใช้เครื่องมือรูปแบบ Drag-and-Drop พร้อมธีมกว่า 250 ตัวเลือกเพื่อสร้างหน้าร้านภายในไม่กี่นาที
ทั้งนี้หน้าสินค้าควรอธิบายจุดเด่น, สเปก, วัสดุ, วิธีใช้, ขนาด, สี และประโยชน์ให้ชัดเจน กล่าวคือภาพสินค้าและคำอธิบายต้องสะท้อนความเป็นแบรนด์ไว้อย่างแจ่มแจ้ง เนื่องจากลูกค้าจะไม่ได้เห็นสินค้าจริงก่อนซื้อ ข้อมูลที่ครบถ้วนและน่าเชื่อถือจึงจะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างคอนเวิร์สชันได้เป็นอย่างมาก
5. ตั้งค่าการส่งต่อคำสั่งซื้อและขั้นตอนจัดการออร์เดอร์
หลังลูกค้ากดชำระเงิน ผู้ประกอบการจำเป็นจะต้องมีแผนส่งคำสั่งซื้อไปยังซัพพลายเออร์ที่ถูกต้องโดยอัตโนมัติ ขั้นตอนนี้เรียกว่า order routing ดังนั้นหากใช้บริการซัพพลายเออร์หลายราย เช่น รายหนึ่งทำเสื้อยืด อีกรายทำหมวก ผู้ประกอบการก็ควรกำหนดกฎให้ระบบแยกออร์เดอร์และส่งสินค้าที่ถูกต้องไปให้พาร์ตเนอร์แต่ละรายอย่างแม่นยำ เพื่อป้องกันคำสั่งซื้อตกหล่นหรือจัดส่งผิดพลาด โดยอาจใช้งานการตั้งค่า Order Routing ของ Shopify เอง หรือแอปเสริมอย่าง Duoplane ก็ได้
6. เปิดตัวแคมเปญการตลาดชุดแรก
เมื่อหน้าร้านพร้อมแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการหาลูกค้ากลุ่มแรก จึงอาจลองวางแผนการตลาดช่วง 30 วันแรกแบบเฉพาะเจาะจง อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องทำทุกช่องทางไปพร้อม ๆ กัน โดยอาจเริ่มจากอีเมลถึงรายชื่อผู้สนใจด้วย Shopify Messaging แล้วจึงทดสอบโฆษณา 1-2 ช่องทาง หรือใช้คอนเทนต์สั้นบนแพลตฟอร์มอย่าง TikTok และ Instagram (ที่ยังจะสามารถจำหน่ายสินค้าได้โดยตรงเมื่อใช้งาน Shopify ด้วย) เพื่อดูว่าสินค้าและข้อความแบบใดได้ผลที่สุด
นอกจากนี้การทดลองแต่ละช่องทางควรวัดผลให้ชัด เช่น จำนวนคนเข้าชม, อัตราการเพิ่มสินค้าในรถเข็น, ยอดขาย และต้นทุนต่อการซื้อ เพื่อค่อย ๆ ปรับแคมเปญให้คุ้มค่าขึ้นด้วย
7. ติดตามผลและปรับราคาให้เหมาะสม
แม้ร้านจะเปิดขายและเริ่มมียอดขายแล้วก็ไม่ได้หมายความว่างานของผู้ประกอบการจะจบลง เนื่องจากอาจใช้งานข้อมูลยอดเข้าชม ยอดขาย สินค้าขายดี และอัตราคอนเวิร์สชันเพื่อดูว่าอะไรทำงานได้ดีและจุดไหนควรปรับปรุงได้
Karen Danudjaja ผู้ก่อตั้งแบรนด์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ Blume เคยกล่าวในรายการ Shopify Masters ว่า “ในอุตสาหกรรมมาร์เก็ตติ้งและอีคอมเมิร์ซ ไม่มีคำว่าเสร็จแล้วจริง ๆ [ผู้ประกอบการ] ต้องดู analytics และปรับปรุงต่อไปอยู่เสมอ”
ดังนั้นแล้วผู้ประกอบการจึงควรทดสอบการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ เช่น ปรับราคาเล็กน้อย ทำชุดเซต หรือเปลี่ยนข้อความบนหน้าสินค้าอยู่อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากการปรับปรุงเพียงเล็กน้อยอาจเพิ่มกำไรได้มาก
แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับการดรอปชิป Private Label
- อ่านรีวิวจากซัพพลายเออร์
- ขอรายละเอียดสินค้า
- จำหน่ายสิ่งที่คุณรัก
- ทดสอบสินค้าด้วยตนเอง
- กำหนดแนวทางจัดการเรื่องการคืนสินค้าและช่วยเหลือลูกค้า
- ค้นหาตลาดเป้าหมายและกลุ่มเฉพาะของคุณ
- ใช้เครื่องมืออัตโนมัติของดรอปชิป Private Label
อ่านรีวิวจากซัพพลายเออร์
การเลือกพาร์ตเนอร์ที่มีชื่อเสียงเป็นปัจจัยสำคัญเนื่องจากซัพพลายเออร์ดรอปชิป Private Label จะมีหน้าที่ผลิต จัดส่ง และจัดการสินค้า Private Label
การอ่านรีวิวของซัพพลายเออร์ Private Label แต่ละรายจากรายชื่อที่คัดเลือกมา จะทำให้พบกับรีวิวของธุรกิจอื่น ๆ ที่ใช้ซัพพลายเออร์รายนี้เพื่อทำสินค้า Private Label จะมาแบ่งปันประสบการณ์ที่ได้ร่วมงาน คุณภาพสินค้า และการตอบสนองต่อคำขอรับความช่วยเหลือจากลูกค้าของบริษัท อันจะนับเป็นข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญ
ทั้งนี้ยังควรคำนึงไว้เสมอด้วยว่าลูกค้าที่ซื้อสินค้า Private Label ผ่านเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซจะไม่ทราบว่ามีบริการดรอปชิปจากภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้แม้ซัพพลายเออร์บางรายจะมีการรับประกันบริการ แต่บางรายก็อาจปล่อยให้ร้านค้าต้องแก้ปัญหาหรือข้อผิดพลาดเองเช่นกัน
ขอรายละเอียดสินค้า
เมื่อพบซัพพลายเออร์ที่น่าสนใจแล้ว ควรขอข้อมูลต่อไปนี้
- ข้อมูลจำเพาะของสินค้า เช่น น้ำหนัก ขนาด วัสดุ และสี
- ข้อมูลจำเพาะของบรรจุภัณฑ์ที่มีแบรนด์ เช่น วัสดุและรูปแบบไฟล์โลโก้
- ระยะเวลาการจัดส่ง เนื่องจากผู้ซื้อออนไลน์ต้องการการจัดส่งที่ไม่มีค่าใช้จ่ายและมีความรวดเร็ว
- การรับรองสินค้า เช่น อาหาร เครื่องสำอาง และสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงที่ได้รับการรับรองจากสำนักคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
ผู้ประกอบการควรเลือกผู้ผลิตสินค้า Private Label ที่ตรงกับความต้องการ พร้อมตรวจสอบว่าพอใจกับคุณภาพสินค้าที่นำเสนอและข้อมูลที่ให้มาหรือไม่
ขายในสิ่งที่คุณรัก
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้ามีมากมาย เป็นเหตุผลว่าทำไมการจำหน่ายสินค้าที่ไม่รู้จักเลยเป็นเรื่องยาก ดังนี้เองผู้ประกอบการจึงควรเลือกซื้อสินค้าที่เข้าใจและชื่นชอบเป็นการส่วนตัว เช่น หากคุณชื่นชอบการดูแลผิว ก็จะทราบว่าสินค้าคุณภาพสูงนั้นเป็นอย่างไร รวมถึงส่วนผสมที่ต้องมีเมื่อเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวภายใต้แบรนด์ของตนเอง และผลลัพธ์ที่คาดหวัง เป็นต้น
ทดสอบสินค้าด้วยตนเอง
เมื่อเลือกซัพพลายเออร์แล้ว ควรสั่งซื้อตัวอย่างสินค้า หรือสั่งซื้อสินค้าเป็นชุด ขึ้นอยู่กับปริมาณการสั่งซื้อขั้นต่ำของสินค้าที่จะทำ Private Label ทั้งนี้เพื่อพิจารณาว่าสินค้าในชุดทั้งหมดมีลักษณะและการใช้งานเหมือนกันหรือไม่
และบรรจุภัณฑ์และคุณภาพสินค้าแต่ละตัวแตกต่างกันหรือไม่ เนื่องจากการควบคุมคุณภาพจะต้องมีความสม่ำเสมอ
การทดสอบจะช่วยให้มีโอกาสเข้าใจประสบการณ์ของลูกค้า ตั้งแต่การเปิดกล่องไปจนถึงการใช้สินค้า Private Label พร้อมทั้งเป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับกลยุทธ์การตลาด ตัวอย่างเช่น บันทึกวิดีโอขณะใช้งานสินค้าและโพสต์ลง TikTok ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ผู้ใช้ชอบที่จะเห็นเนื้อหาเบื้องหลังจากแบรนด์ที่ชื่นชอบ
กำหนดแนวทางจัดการเรื่องการคืนสินค้าและช่วยเหลือลูกค้า
จากนั้นจะต้องกำหนดวิธีการจัดการเรื่องการคืนสินค้าและการช่วยเหลือลูกค้า เนื่องจากลูกค้าต่างก็คาดหวังว่าจะสามารถคืนสินค้าได้ทั้งสิ้น แต่หากไม่มีคลังสินค้าและไม่ได้เตรียมพร้อมที่จะจำหน่ายสินค้าต่อ การกระทำเช่นนี้ก็จะกลายเป็นเรื่องยาก
จึงอาจแก้ปัญหาด้วยการสอบถามซัพพลายเออร์ดรอปชิป Private Label ว่ายินดีรับคืนสินค้าและเติมสต๊อกสินค้าเพื่อนำไปจำหน่ายต่อหรือไม่
ทั้งนี้เมื่อตัดสินใจเลือกแผนได้แล้ว ให้กำหนดนโยบายการคืนสินค้าที่ระบุไว้อย่างชัดเจนบนเว็บไซต์ โดยเครื่องมืออย่าง Shopify Inbox จะช่วยจัดการกับข้อกังวลหรือคำถามของลูกค้าที่เข้ามาได้ แม้จำเป็นจะต้องกำหนดระยะเวลาในการตอบกลับให้ชัดเจน และควรพยายามตอบกลับเป็นครั้งแรกให้ได้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากข้อความแรกที่ได้รับด้วยเช่นกัน
ค้นหาตลาดเป้าหมายและกลุ่มเฉพาะของคุณ
พยายามไม่จำหน่ายสินค้าหลากหลายประเภทเกินไป เนื่องจากเป็นโมเดลธุรกิจที่ยิ่งจำหน่ายสินค้าที่มีความเฉพาะทางมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น
โดยอาจลองเลือกสินค้ามาหนึ่งอย่างและเน้นที่สินค้าดังกล่าว พร้อมทำการวิจัยเพื่อค้นหาตลาดเป้าหมายและกลุ่มเฉพาะที่มีศักยภาพ จากนั้นจึงจะทำความเข้าใจว่าลูกค้าในอุดมคติใช้งานสินค้าอย่างไร และอะไรคือปัจจัยที่จะกระตุ้นให้ตัดสินใจซื้อ
นอกจากนี้ยังอาจทดลองใช้งานช่องทางการตลาดที่แตกต่างกัน เช่น SEO หรือการตลาดอีเมลเพื่อดึงดูดลูกค้า
แล้วจึงจะคัดเลือกแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่าง Shopify เพื่อเริ่มสร้างเว็บไซต์ กำหนดอัตรากำไร และตั้งราคาที่ดีที่สุดสำหรับสินค้าที่จำหน่ายแต่ละตัว และเมื่อได้รับคำสั่งซื้อแล้ว ก็ควรส่งข้อมูลคำสั่งซื้อไปยังซัพพลายเออร์และให้พิมพ์ฉลาก บรรจุ และจัดส่งให้ลูกค้า พร้อมคำนึงไว้เสมอว่าบริษัทดรอปชิปที่ดีที่สุดนั้นสร้างแบรนด์ผ่านการสร้างสินค้า Private Label เป็นของตนเอง
ใช้เครื่องมืออัตโนมัติของดรอปชิป Private Label
แอปดรอปชิปจำนวนมากที่เชื่อมต่อกับร้านค้า Shopify สามารถช่วยทำงานซ้ำซ้อนให้เป็นอัตโนมัติได้ เช่น การอัปเดตสต๊อก การส่งคำสั่งซื้อให้ซัพพลายเออร์ และการซิงก์เลขพัสดุ
นอกจากนี้บางแพลตฟอร์มยังจะช่วยตรวจสอบฟีดสินค้าจากซัพพลายเออร์ และอัปเดตราคาและสถานะสินค้าในร้านให้โดยอัตโนมัติด้วย ทำให้มีข้อดีคือการช่วยลดปัญหาสินค้าหมดสต๊อกหรือแสดงราคาผิด เนื่องจากลูกค้าไม่ชอบจ่ายแพงเกินจริง และยิ่งไม่ชอบเมื่อสั่งซื้อแล้วเพิ่งทราบว่าสินค้าหมด
เริ่มธุรกิจดรอปชิป Private Label เลย
ด้วยลักษณะดังที่ว่ามานี้ การดรอปชิป Private Label จึงจะเป็นรูปแบบธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่ผสานสิ่งที่ดีที่สุดของการขายแบบ Private Label และการดรอปชิปเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอย่างเสื้อผ้า, กาแฟ, เครื่องสำอาง หรือเคสโทรศัพท์ จึงควรมองหาซัพพลายเออร์ที่น่าเชื่อถือ โดยขอข้อมูลจำเพาะของสินค้า ทดสอบคุณภาพ และสร้างแบรนด์ให้ชัดทั้งนี้เพื่อการจำหน่ายสินค้าที่ทั้งแบรนด์และลูกค้ารัก
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับดรอปชิป Private Label
ทำไมต้องดรอปชิป Private Label แทนที่จะเป็นดรอปชิปทั่วไป?
สินค้าที่ตีตราแบรนด์และมีเอกลักษณ์เฉพาะจะช่วยเพิ่มมูลค่าการรับรู้ของสินค้าและสร้างการรับรู้ถึงแบรนด์ได้ดี ซึ่งจะช่วยให้มีโอกาสได้ผลตอบแทนและยอดขายที่สูงยิ่งขึ้น
จะหาซัพพลายเออร์ดรอปชิป Private Label ได้ที่ไหน?
อาจค้นหาได้ตามแพลตฟอร์มอย่าง Alibaba โดยควรตรวจสอบซัพพลายเออร์ที่สนใจและเลือกไว้ผ่านระยะเวลาการจัดส่ง ปริมาณการสั่งซื้อขั้นต่ำ และรีวิวจากลูกค้า
จะสร้างโลโก้สำหรับแบรนด์ Private Label ได้ยังไง?
ใช้เครื่องมือสร้างโลโก้ฟรีของ Shopify หรือออกแบบโลโก้ด้วยตัวเองโดยใช้เครื่องมือฟรีอย่าง Canva
ธุรกิจดรอปชิปทำกำไรเดือนละ 30,000 บาทได้ไหม?
เป็นไปได้ที่จะทำยอดขายดรอปชิปเดือนละ 30,000 บาท แต่ต้องมีสินค้าที่ตลาดต้องการและการตลาดที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากเป็นตัวเลขที่มักหมายถึงยอดขายรวม ในขณะที่กำไรจริงคือเงินที่เหลือหลังหักต้นทุนสินค้า, ค่าจัดส่ง, ค่าโฆษณา และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ด้วย
จะทำเงินจาก Private Label ได้ไหม?
Private Label สามารถทำเงินได้ และเป็นวิธีทำเงินที่ดี เนื่องจากจะสามารถช่วยสร้างสินค้าที่มีเอกลักษณ์ให้กับแบรนด์ ไม่ใช่แค่ติดโลโก้บนสินค้าทั่วไปเหมือนดรอปชิปบางรูปแบบ แต่เป็นการร่วมมือกับซัพพลายเออร์เพื่อพัฒนาสูตร ดีไซน์ หรือรายละเอียดเฉพาะที่แบรนด์อื่นไม่มีขึ้นมา ช่วยสร้างความภักดีของลูกค้าและเพิ่มโอกาสทำกำไรให้สูงขึ้น

